วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ศาลาธรรม ตามคำขอ





เกรียนขั้นเทพ(2)

กลับมาตามสัญญา...


ครั้งนี้ของซอฟท์ๆละกัน...อันที่จริงฉันก็มีศัตรูในที่ทำงานแค่คนเดียว(ฉันเรียกมันว่า “เกรียนขั้นเทพ”) ซึ่งชาตินี้ก็คงไม่เผาผีมันแน่ๆ...ตอนนี้ต่างคนต่างอยู่ จูบปากกันบ้างเมื่ออยู่ต่อหน้านาย(มันก็ต้องมีบ้างสำหรับชาวออฟฟิศ อิอิ)...จากนี้ไปขอตัดตัวละครนี้ออกไปก่อนนะทุกท่านมาที่เรื่องตัวเองดีกว่า


อยากเล่าแล้วซิ...อย่างที่บอกไว้แรกๆว่า ฉันทำงานในธุรกิจ Real estate และปัจจุบันอยู่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จะขึ้นแท่นอันดับ 1 โดยรับผิดชอบในส่วนหนึ่งของสายงานพัฒนาธุรกิจ ซึ่งต้องบอกว่า แรกๆมันยากนะ เพราะไม่ได้ร่ำเรียนด้านนี้มาโดยตรง หรืออีกนัยก็ไม่มีความรู้ด้านบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ เหมือนเพื่อน หมู ชิง กุ้ย เอย พ้ง ดิว บือ แมท (ลืมใครบ้างว่ะ..เป็นว่ากลุ่มที่ย้ายคณะฯ) ตัวเลข สถิติ กราฟ เกิ๊บ อะไรไม่รู้เรื่องเลย...แต่ฉันก็อาจมีความรู้สถาปัตยกรรมศาสตร์(ผังเมือง)และภูมิศาสตร์ รวมถึง “รสนิยมและศิลปะที่วิไล” มาช่วยเรื่องงาน ส่วนเรื่องไม่ถนัดก็ไปหาเอานอกห้องเรียน บวกกับโอกาสที่ผู้ใหญ่เห็นแววความเป็น Star ของฉัน...วันหนึ่งเค้าจึงให้ฉันทำหน้าที่แถลงข่าวภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์(สมัยอยู่แสนสิรินู้น) กับสื่อมวลชนทุกแขนงตามความถนัด โชคดีที่เป็น “คนขึ้นกล้อง”ก็เลยไม่เสียหน้า...แต่ก็ว่าไม่ได้นะมันก็เป็นช่องทางที่ทำให้แม่สาวนักสืบรายชื่อเพื่อนตาม Google นามว่า "น้ำ" หาจนเจอ


..เป็นลูกจ้างมา 10 กว่าปี จนลึกซึ้งกับประโภคหนึ่งที่กินใจมากกก "Trust is earn not given" มันก็จริงนะ จะไปข่มขืนใครให้เชื่อเราก็เป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่ทำให้เค้าประจักษ์ดัวยตาตัวเองและยอมรับเราในที่สุด...หลายคนสงสัยว่าทำไมชีวิตทำงานในองค์กรฉันมันดูแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นจัง อาจเป็นเพราะที่นี่เป็นศูนย์รวมเหล่าจอมยุทธในวงการฯ ทุกคนล้วนแต่ถูกเรียกมาดูตัว (ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น) พร้อมกับข้อเสนอที่มากมาย จึงแห่กันมา (มันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์เงินเดือน) ...แต่ฉันว่าไม่แปลกหรอกธุรกิจประเภทอื่นๆก็เป็นเหมือนกัน...ว่ามั้ย

...ฉันไม่เคยเสียใจที่เรียนภูมิศาสตร์ สมัยก่อนอาจคิดว่าคะแนนสอบก็ต่ำ จบมาจะทำอะไรว่ะ...แต่ตอนนี้กลับภูมิใจด้วยซ้ำที่คนอย่างฉัน ที่มีพื้นความรู้ภูมิศาสตร์ แต่กลับทำหน้าที่หาโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆของประเทศ...ที่สำคัญฉันนำ GIS มาประยุกต์ใช้กับงานที่ตัวเองดูแล ซึ่งต้องบอกเพื่อนๆว่า ตอนเรียนก็ไม่ชอบ ไม่เก่ง จะเห็นมีก็แต่
น้ำ ภดี ตั้ม ใครอีกละ ที่เก่งๆ ...ต้องบอกว่าฉันเอาตัวเข้าแลกกับเจ้าของบริษัทฯ บอกประโยชน์ของเจ้า GIS เนี่ย ซึ่งเค้าก็หลงคารมยอมลงทุนซื้อ software Arc GIS พร้อมกับภาพถ่ายดาวเทียมของ ESRI เป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท ต้องบอกว่ามากนะสำหรับบริษัทเอกชน และถือว่าเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์เดียว (พฤกษาฯ) ที่ใช้วิเคราะห์ศักยภาพที่ดินก่อนการลงทุน....ฮ่า ฮ่า แต่ฉันอยากจะบอกว่า ทุกวันนี้ก็ยังใช้มันไม่เป็น รู้เพียงแค่หลักการเท่านั้น ได้แค่ส่งลูกน้องไป Training และก็สั่งการตามถนัด....

...ขอขายของก่อน หากท่านใดอยากซื้อที่อยู่อาศัยประเภทใดก็ตาม ยินดีให้คำปรึกษาแบบฟรีๆ นะจ๊ะ...(ตอนนี้ก็มีแค่ “แม่ใส” คนเดียว)
...และลองทำ blog ส่วนตัวขึ้นมา ลองเข้ามาเยี่ยมชม หากจะเป็น Fan club ก็ยินดี

ใส


อดีตเคยพำนักอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวังชั้นใน แต่เธอเซอร์มาก...
จนอดสงสัยไม่ได้ว่า บ้านเธออยู่ในวังจริงๆ เหรอ
...................
สมัยเรียนจีออ ใสชอบมีทริปเข้าป่าดูนก และมักจะพกหนังสือดูนกติดตัวอยู่เสมอๆ
หลังจากจบตรีจีออ ใสก็ทำงานอยู่2แห่ง ไปๆมาๆ สองจิตสองใจ เพราะมันเป็นงานที่ใสทำแล้วสนุกทั้งคู่
หนึ่ง ก็คืองานด้านเกษตรกรรมยั่งยืน เน้นไปด้านพันธุกรรมพื้นบ้าน
กับสอง ก็คืองานด้านการอนุรักษ์นกและธรรมชาติ
.....................
จากนั้นใสก็ไปอยู่กะจิงโจ้ที่กรุง Canberra ประเทศ Australia
ใสใช้ชีวิตที่นู่นอยู่ 2 ปีครึ่ง ทำหน้าที่เป็นภรรยา เรียนภาษา และไปทำงานร้านอาหารญี่ปุ่นกับร้านอาหารไทยเพราะอยากกินฟรี
(ใสบอกว่าทำกับข้าวไทยไม่เป็นน่ะ)
ตอนนี้ใสมีลูกน้อย 1 คน หน้าตาน่ารักเหมือนลูกฝรั่งเพราะว่าคุณพ่อชาวอินโดคริสเตียนของลูก มีเชื้อสายเยอรมันด้วย
.......................
ปัจจุบัน ใส พำนักอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย บินไปมา อินโด-ไทย
ใสบอกว่าต้องการกลับไปเยี่ยมเมืองไทยก็เฉพาะเวลาที่ใสอยากจะกินอาหารไทยมากๆ
อาชีพปัจจุบันของใสคือ เป็น 7/11 ทำงานให้ลูกน้อยของเธอ 24 ชั่วโมง
ในอนาคต ถ้าถูกชายโตอีกสักหน่อย ใสก็หวังว่าจะได้กลับไปทำงานที่ใสรักอีกครั้งหนึ่ง

แมท



แมท เดิมทีชื่อ ต้น มีฝาแฝดที่หน้าตาเหมือนกันอีกคนชื่อ ตาล

แต่ตอนรับน้อง ต้องเปลี่ยนชื่อ เพราะว่าชื่อไปซ้ำกับพี่ต้น 32
ตอนแรกแมทคิดจะเปลี่ยนชื่อเป็น Map ที่แปลว่าแผนที่ แต่ดันอ่อนอังกฤษ ก็เลยได้เป็น Math แทน
.........

ตอนเรียนจีออปี1 แมททั้ง ซื่อ เหน่อ และน่ารักเหมือนที่เราดูหนังเรื่องบุญชู

จำได้ว่าตอนที่พวกเรามีเรียนตัวพื้นฐานที่ห้องสโลปซึ่งมีเก้าอี้พับๆแบบในโรงหนัง

เนื่องจากว่า เก้าอี้มันเป็นไม้แผ่นบางๆพับอยู่ติดกับพนักพิง แมทก็ไม่ได้สังเกตและไม่รู้ว่ามันต้องดึงลงมาถึงจะนั่งได้

แมทเลยถามเพื่อนว่า "เธอๆ เธอไปเอาเก้าอี้มาจากไหนอะ" เพื่อนๆขำแมทแทบตาย....

....................

อีกเรื่องที่น่ารักๆของแมท ที่ดาวจำได้และมาช่วยเรารื้อฟื้นความหลัง

หวังว่าพวกเราคงยังจำประโยคเด็ดๆของแมทอันนี้กันได้ดี

ช่วงรับน้อง...มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ดินท้อมากและอยากกลับบ้านที่กรุงเทพฯ

แมทเขาก็เดินไปบอกดินเพื่อให้ดินมีกำลังใจสู้และอยู่รับน้องต่อด้วยกันกับพวกเราว่า...

"อย่าไปเลยกรุงเทพฯน่ะ ไม่สนุกหร้อก เราเคยไปมาแล้ว..." (ต้องนึกเสียงตามแบบเหน่อๆด้วย)

เพื่อนๆได้ยินก็ขำ เพราะแมทคงลืมไปว่า ดินมันเป็นคนกรุงเทพฯ...

....................

แมทย้ายไปและเรียนจบตรีเศรษฐศาสตร์
(ตอบ: สาเหตุที่ผมย้ายไปเรียนเศรษฐศาสตร์ เพราะ Geo เรียนภาษาอังกฤษ 5 ตัว แต่เศรษฐศาสตร์เรียนภาษาอังกฤษ 4 ตัว มันก็มีเหตุผลแค่นี้เอง จริงๆ แล้วผมชอบภูมิศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ถึงแม้จะได้เรียนภูมิศาสตร์ 1 ปีกะอีก 1 เทอมแต่ก็ดีใจมากครับ)

ต่อมาหันไปเอาดีทางสถิติ จนจบโทสถิติประยุกต์ และตามด้วยโทวิศวกรรมอุตสาหการ
สงสัยกำลังค้นหาตัวเองอยู่ว่า ตัวเองถนัดอะไรกันแน่
เพราะดูเหมือนว่า อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับ Math แต่ไม่ใช่ Map มันก็เก่งไปซะหมด
สุดท้ายก็เลยเรียนต่อเอกวิศวะซะเลย
........

ปัจจุบันนี้แมทสวมหมวก 2 ใบ ขับรถขึ้นล่อง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ทุกอาทิตย์ เพื่อรับบทบาทเป็น นักศึกษาป.เอกที่ ม.เกษตร กับอาจารย์ที่ มช. ในเวลาเดียวกัน


จบจีออ ทำได้ทุกอย่าง

ช่วงนี้กลับมาอยู่เมืองไทย ในช่วงทำ thesis และเตรียมสอบ Qualification test
ให้เวลากะมันปีนึ่ง ไม่รู้จะจบรึปล่าว ถ้าไม่จบกูจบเอง ฮ่าๆๆ
พอกลับมาเมืองไทย ก้อได้เวลากลับไปทำงาน Idea ใหม่ๆ เลยผุดขึ้นมาเพียบ
ในฐานะนักวิชาการ (ที่หลายคนอุปโลกขึ่น ) ก็เลย จัดเสวนาคุยกันสบายๆ
เรื่องบ้านเมืองของเรา สุดท้ายก้อมาสรุปประเด็นของการจะทำยังงัยให้เมืองที่เราอยู่ น่าอยู่อย่างที่ใจหวัง

เอาภาพจากงานสานเสวนาที่จัดมาฝาก


จาก Idea เล็กที่จุดประกายว่า นั่งคุยกันสบายๆ ริมกว๊านพะเยา แต่ง เติม เสริมนิด เพิ่มกันคนละหน่อย เอ๋ ทำไมมันใหญ่โตมโหฬารวะ คนเสวนา 30 คน คนดู 500 คน มีการแสดง มี ฉายVDO สุดท้าย ตรูมาคุมสคริป กะรันงาน หัวหน้าตรู แดกเบียร์กะผู้ว่า เออดีแฮ่ะ

เอ มาคิดเล่นๆ ถ้าพวกเรามานั่งคุยกัน มั่ง ว่าจบจีออแล้วไปไหนต่อ มันคงสนุกดี ไม่ต้องมีคนดู เอาแต่พวกเรามาคุยกัน กินข้าว (เหอๆๆ แล้วก้อต้องกินเหล้า-- ไม่กินสักงานจะได้่ป่าววะ) น่าจะดีนะพี่น้อง

จบจีออ ไปสอนหนังสือ ไปทำตลาดหลักทรัพย์ ไปขายประกัน ไปเมืองนอก ไปรับจ้าง ไปเป็นด๊อกเตอร์ ไป
เป็นข้าราชการ ไปวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์ ไปอยู่บริษัท ไปอยู่ท่องเที่ยว ไปมีผัวฝรั่ง ไปเป็นNGO
แต่ยังงัยก้อจีออเหมือนกัน

ปล:กูร่วมทุกข์เป็นบางครั้ง ร่วมสุขเป็นบางที เพราะกูไม่ชอบเดินดอย นอนหนาว กินเหล้า และเข้าเธค

โดย ช้าง

น้ำ

"น้ำ" หนึ่งประหลาด 35 อดีตฉายา "เมาแล้วป่วน"
กลางคืน ชอบปรากฏตัวอยู่ตามสถานอโคจรต่างๆ ถ้าไม่มีที่ไป ก็ชอบสิงอยู่ตามซุ้มใต้ต้นมะม่วง
มากลับตัวกลับใจได้ก็ตอนปี 4 ได้ "A" เกือบทุกวิชา จนทางคณะมอบเหรียญเรียนดีให้ (ดังรูป)

นี่ถ้าคิดได้ตั้งแต่ปีหนึ่ง ตอนจบคงได้เกียรตินิยมไปแล้ว
..........
ไปเป็นมือปืนรับจ้างอยู่แถวกทม.พักหนึ่ง แล้วก็กลับไปเรียนต่อโทจีออ
ใช้เวลา 5 ปีจึงจะจบ เพราะเธอเรียนละเอียดมาก....
จากนั้นก็ทำงานวิจัยเกี่ยวกับโลกร้อนอยู่แถวๆ จุฬาฯ
เนื่องจากที่ทำงานเป็นองค์กรระหว่างประเทศ กดดันเรื่องภาษาจึงหาทางเรียน
............
ตัดสินใจมา America กะว่าจะเรียนภาษาและหางานทำไปด้วย
แต่ที่เมืองนอก จะทำงานได้ก็ต้องมี Work Permit หรือไม่ก็ต้องเป็น Full Time Student
คิดไปคิดมาขืนยังทำงานเป็นลูกจ้างร้านอาหารไทย ทำแบบผิดกฏหมาย หลบๆ ซ่อนๆ เสี่ยงคุกตารางอยู่เรื่อยๆ คงไม่ดีแน่
ในที่สุดก็เลยลงทุน ลงเรียนโทจีออที่เมืองนอกอีกรอบ เพื่อจะได้สิทธิทำงาน
ตอนนี้มีใบทำงานแล้ว ชีวิตก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่เพราะพิษเศรษฐกิจ
ปัจจุบันทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ทำเกี่ยวกับฐานข้อมูลแผนที่อยู่แถวๆ Los Angeles
น้ำแต่งงานกับอเมริกัน ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีนจากดำเนินสะดวกราชบุรี
............


ปล. ฉายาปัจจุบัน "เพื่อนรักนักวิชาการ"