วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552
Happy Birth Day, Noom
วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ซุ้มจีออ
ติวหนังสือก็ติวกันที่ซุ้ม รอเรียนก็รอที่ซุ้ม (ยกเว้นศล กับจอห์น มันชอบไปนั่งบันไดภาคฯ)
ถ้ามีการนัดหมายใดๆ ก็เขียนไว้บนบอร์ดที่ซุ้ม นัดเลี้ยงตระกูลก็มารอที่ซุ้ม
เล่นหมากรุก ซ้อมบอล ออกกำลังกาย ก็ที่ซุ้ม
กลางวันเวลากินข้าว ก็ไปซื้อข้าวจากโรงอาหาร(ซึ่งอยู่ไกลจากซุ้มมาก...)มานั่งกินที่ซุ้ม
ตกดึกเวลากินเหล้าก็ นั่งกินที่ซุ้ม ปวดฉี่ก็แถวๆซุ้ม สุมฟืนก่อไฟก็แถวๆซุ้ม
แอบเล่นไพ่กลางวัน ก็เล่นที่ซุ้ม พอมีผู้ใหญ่ผ่านมา ก็รีบเอาซุกไว้ข้างล่าง
(พูดถึงตอนนี้ก็นึกถึงยัยแมว กับ...ทรอส)
ตอนหลังๆ เล่นไพ่ไม่ได้นะ เพราะมีครั้งนึง อ.(ไม่กล้าเอ่ยชื่อ) เรียกตำรวจมาที่ซุ้มเลยอะ
นัดเจอใคร ก็นัดที่ซุ้ม นินทาใครก็นินทาที่ซุ้ม แอบชอบใคร ก็แอบๆดูจากในซุ้ม
เวลาคู่จีออไหนเคยเป็นแฟนแล้วเลิกกัน ก็นั่งหันหลังให้กันที่ซุ้ม
เวลาอยู่หอ เหงาๆ ไม่มีใคร ก็ขี่มอไซด์มาวนๆแถวซุ้ม แล้วก็เลยไปเช็คที่สโมอีกที
ถ้าเจอใครสักคนนั่งอยู่ที่ซุ้มละทีนี้ก็คุยกันยาว...เดี๋ยวคนอื่นๆก็ตามมาสมทบ
ยังจำภาพที่ทรอสขี่มอไซด์มา แขนข้างนึงก็จะสะพายกระเป๋าผ้าใบใหญ่ๆ
เจ๋งกะทุย ซ้อนมอไซด์ฮอนด้าดรีมกันมา ไอ้ทุยตัวใหญ่ เจ๋งตัวเล็ก เหมือนลูกซ้อนมอไซด์พ่อมา ยังไงยังงั้น
ตอนนี้ซุ้มโดนย้ายไปแล้ว จะเหลือไว้ก็คงมีแต่ความสุขและความทรงจำดีๆของพวกเราเท่านั้นแหละนะ
วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552
คิดถึง...จีออ
ตอนนี้เชียงใหม่คงหนาวมาก ดอกทองกวาวหลังศาลาธรรมคงบานสะพรั่ง
ยามกลางคืนที่ซุ้มจะมีใครคอยสุมไฟให้ความอบอุ่นแก่มันไหมนะ
ยามเช้าที่อ่างแก้วสายหมอกคงลอยละเลียดอยู่เหนือน้ำ รอเวลาที่จะละลายไปในแสงแดด
ยามเย็นที่อ่างเกษตรคงมีหนุ่มๆสาวๆเขามาจีบกัน บ้างก็คงมานั่งรอดูดาวบนดิน
ตอนฉันอกหักเคยแอบมานั่งซึมอยู่ที่นี่เพียงลำพัง ปีละหลายๆหน(ก็คนมันชอบ)
คิดถึงพวกแกจัง
ดิว
วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันนี้ วันเกิด อภิรดี
วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เอย
แต่เวลาตกฟากเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนนึงอย่างกะนางฟ้า อีกคนก็อย่างกะเทพธิดาวานร
พวกเราจีออ35 มักเรียกเอยว่า"คุณหนูเอย" เพราะด้วยความสุภาพเรียบร้อย พูดน้อย ของเอยนี่แหละ
รุ่นเรา มีเอยที่มีรถเก๋งพาเพื่อนๆไปเที่ยวไหนต่อไหน เวลารับน้องจีออก็ต้องอาศัยรถเอยไปทำโน่นทำนี่
เอยพูดช้าจนบางครั้งต้องคอยลุ้นว่า...จะยังไงต่อนะ
คำที่ติดปากเอยก็จะเป็นคำว่า "เหรอ...กุ้ย..(ชื่อเพื่อนจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ) เราก็....."
ลองนึกดูซิว่าเป็นอย่างนี้ไหม ต้องทำหน้าจริงจังด้วยนะ
เอยย้ายไปเรียนเศรษฐศาสตร์ และไปเรียนต่อต่างประเทศพักนึง
ตอนนี้เอยอยู่กับครอบครัวที่สระบุรี และมีลูกชาย 1 คน
ยงค์
ประยงค์เป็นคนที่มีน้ำใจ เวลาที่ใครเอ่ยปากว่าขาดอะไร ยงค์ก็จะขับมอไซด์ไปหาซื้อให้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะหน้ามอ หลังมอ หรือในเมือง
ดูเผินๆ ยงค์เหมือนเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่จริงๆแล้วยงค์เป็นคนที่คุยสนุกและมีมุขตลกมากมาย
เนื่องจากยงค์พูดเบา ทำให้พวกเราต้องคอยเงี่ยหูฟังและตั้งใจฟังให้ดี
พวกตลกหน้าตายอย่าง ยงค์ ณต และจอห์น มักจะจับกลุ่มกันนั่งอยู่ใต้ต้นสัก ซึ่งอยู่ห่างจากซุ้มเพียงแค่ถนนกั้น
เวลาพวกเราที่นั่งอยู่ซุ้ม มักได้ยินสามคนนี้คุยกันเบาๆ แต่ได้ยินหัวเราะเสียงดังๆมาเป็นระยะๆ
อีกเรื่องเป็นความลับของยงค์ เมื่อครั้งหนึ่งเคยถามยงค์ว่ามีพี่น้องหรือไม่ หน้าตาเป็นอย่างไร
ยงค์ก็ทำหน้าตายบอกว่า...พี่สาวฉันก็เหมือนฉันตอนใส่วิกผมยาวนี่แหละ
ใครจะไปรู้ว่า...วันหนึ่ง เจ๋งได้ไปหายงค์ที่บ้าน เจอพี่สาวของยงค์แล้วเจ๋งก็พูดไม่ออกเลย
เหมือนประยงค์ใส่วิกผมยาวมาหลอกกันชัดๆ
ปัจจุบันประยงค์ได้สืบทอดทำกิจการของที่บ้าน ถ้าใครคิดถึงก็แวะไปหายงค์ได้ที่เชียงใหม่
ปุ๋ย
ปุ๋ยเป็นสาวสวย มีเปียยาวมากๆเหมือนไป่เปียว ปุ๋ยทำผมทรงนี้จนจบปี 4 เลยเชียว
ปุ๋ยเวลาใส่ชุดนักศึกษาแล้วจะดูดีมาก เพราะปุ๋ยจะเอาเสื้อใส่ในกระโปรงตึง สะอาด สวยงาม ตั้งแต่หัวจรดเท้า
เวลาที่ปุ๋ยยืนอยู่ใกล้ๆ โอ้ก็จะต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะโอ้จะหัวยุ่งๆ รองเท้ามอม กระโปรงหมุนจนตะเข็บข้างมาอยู่กลางหลัง
ตอนรับน้อง ปุ๋ยเป็นที่เป็นห่วงของเพื่อนๆ ด้วยร่างกายที่บอบบาง สูงโปร่งเหมือนนางแบบ
ปุ๋ยมักจะเป็นลมตอนวิ่ง ดีว่าอยู่ใกล้ภิดี ก็เลยได้ภิดีสาวแกร่งของเราช่วยดูแลจนการรับน้องผ่านมาได้อย่างเรียบร้อย
หลังจากจบจีออแล้ว ได้เจอปุ๋ยอักครั้งเมื่อครั้งที่ปุ๋ยมาหาข้อมูลที่หอสมุด มช. เพื่อทำ ป.โทสำหรับภูมิศาสตร์ศิลปากร
ปุ๋ยเล่าให้ฟังว่าแฟนปุ๋ยเป็นชาวอิตาลี จากนั้นก็ไม่ได้ข่าวปุ๋ยอีกเลย
ปุ๋ยได้แต่งงานกับสามีที่เป็นเภสัชกรชาวอิตาเลี่ยน และย้ายไปอยู่ Italy ได้หลายปีมากแล้ว
ปุ๋ยเล่าว่า... หลังจากอำลาเจ้าพ่อกาโม่ไปตกระกำลำบากอยู่สนามจันทร์จนได้ ป.โทมาหนึ่งใบ
ก็ไปทำงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอยู่เกือบปี ก่อนที่จะตัดสินใจไปเรียนภาษาอิตาเลี่ยน
ตอนนี้ปุ๋ยเบนเข็มไปเรียนสถาปัตยกรรมที่มหาลัยฯ ในอิตาลี เลยทำให้กลับไปเป็นนักศึกษา ป.ตรีอีกครั้งหนึ่ง
นอกจากนี้ปุ๋ยก็ยังช่วยงานบัญชีในกิจการโรงแรมของครอบครัวสามีไปด้วย
ปุ๋ยเลยกลายเป็นจีออ 35 ที่ไปอยู่ฝั่งยุโรปอีกคน เป็นเพื่อนกับตั๋มและหนุ่ม
หน่อย
พวกเราจะได้พบหน่อยก็เฉพาะเวลาที่เข้าห้องเรียน
ก็สงสัยกันว่าหน่อยหายไปไหน
ที่แท้หน่อยก็ไปตั้งใจเรียน เป็นหน้าเป็นตารุ่น ได้เกียรตินิยม
ให้อ.ประหยัดได้คุยได้บ้างว่า เออ รุ่นนี้มันพอมีดี
จบจีออหน่อยก็ไปต่อโทที่ผังเมืองจุฬาฯพร้อมๆกับการรับราชการที่กรมการผังเมือง
ปัจจุบันนี้ได้ข่าวว่า หน่อยย้ายไปทำงานที่สุโขทัย
ต้อย
ต้อยตัวเล็ก เวลายืนเข้าแถวรับน้อง หรือว่าถ่ายรูป ต้อยจะเป็นผู้หญิงแถวหน้า เรียงต่อกันกับนกหวีดเสมอ
ถ้าไปดูรูปถ่ายหมู่ คนที่เข้าแถวรับน้องที่ยืนอยู่ใกล้ๆกันมักสนิทกัน เช่น น้ำ ปู ใส
แต่ที่จริงแล้ว เจ๋ง จะยืนตามมาติดๆกับหวีดและต้อย แต่ว่าเจ๋งมันเข้ากลุ่มเรียบร้อย ของต้อย หน่อย หวีด ไม่ได้เลย...
หวีด
แป๋ว
ที่จริง แป๋วไม่ต้องรับน้องก็ได้ แป๋วเคยอยู่ มช. มาแล้ว
แต่แป๋วก็มารับน้องกับพวกเรา ช่วยกันร้องเพลงเชียร์ ออกกำลังกับเพื่อน
จากนั้นแป๋วก็ย้ายไปเรียนอีคอน แต่ก็ยังมานั่งซุ้มเรื่อยๆ ให้เพื่อนหายคิดถึงแป๋ว
แจ้งข่าวด่วนเกี่ยวกับหนังสือรุ่น
หวัดดีเพื่อนๆทุกคน
หนังสือรุ่นของพวกเราจะตีพิมพ์เร็วๆ นี้แล้วนะ อาจจะพิมพ์ที่ไต้หวัน ตอนนี้จึงอยากทราบจำนวนที่แน่นอนสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะได้ไว้ในครอบครอง เพราะต้องรีบสรุปจำนวนที่ต้องสั่งพิมพ์ที่แน่นอนให้ช้างทราบก่อนที่จะบินไปกลับไปสั่งพิมพ์ จึงขอเลื่อนเวลาการหมดเขตสั่งหนังสือภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2552 (อีก 3 วัน) ขอรบกวนเพื่อนๆ ช่วงแจ้งความจำนงมาด่วนหน่อยนะ สำหรับเรื่องการโอนเงินสามารถโอนให้หลังวันที่ 6 ธันวาคมได้จ๊ะ แล้วแต่สะดวก
ช่วยแจ้งกันมาหน่อยนะจ๊ะ เราอยากทราบจำนวนที่ต้องสั่งพิมพ์จริงๆ หนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่พวกเราจะเก็บไว้ที่ระลึก ไว้เตือนความจำ ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องห่วงเรื่องอะไรนะ สนใจหรือไม่สนใจแจ้งมาได้เลยจ้า เพราะความเป็น เพื่อน ของเรา ไม่มีอะไรตัดความสัมพันธ์นี้ได้หรอกจ๊ะ การซื้อหรือไม่ซื้อ ไม่ใช่สิ่งสำคัญในการกลับมาคุยกันของพวกเรา
คิดถึงทุกคน
กุ้งอวบ
วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552
โบ๋ ประธานรุ่น
บือ
บือ เป็นเพื่อนที่ชอบช่วยเหลือและมีน้ำใจ
ครั้งนึงตอนที่พวกเราไปเชียร์บาสที่โรงยิมคณะศึกษา พวกเรา 35 พากันนั่งบนโต๊ะปิงปองที่มันพับได้
ปรากฏว่าโต๊ะมันรับน้ำหนักพวกเราไม่ไหว ก็ล้มพับลงมาใส่ข้อเท้าน้ำ ก็ได้บือขับมอไซด์พาไปหาหมอ
แม้ว่ารักแรกร่วมรุ่นของบือจะไม่สมหวัง แต่บือก็ยังเป็นพระเอกในใจของเพื่อนอีกคนนึงมาตลอด
เพื่อนๆ ไม่ค่อยอยากให้บือกินเหล้าในที่สว่าง เพราะบือจะหน้าแดง หูแดง จนเพื่อนๆ นึกว่าเทพเจ้ากวนอูเข้า
หลังๆ พอชวนบือกินเหล้า บือจะปฏิเสธ เพราะบือเป็นโรคกระเพาะ กินอะไรเผ็ดๆ ไม่ค่อยได้
เคยแกล้งบือให้บือกินส้มตำเผ็ดๆ บือก็หน้าแดง สะบัดมือไปมาและบอกว่าไอ้ที่กินนี่มัน "เผ็ดหูฉี่"...
บือพูดเหน่อ ถ้าเมื่อไหร่บือคุยกับแมท แล้วพวกเราหลับตาฟัง
ก็รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ชายทุ่ง แถวๆนครสวรรค์หรือกำแพงเพชรเลย
นอกจากแมทแล้ว บือก็เก่งสถิติเหมือนกัน แถมยังเคยเปิดห้องติวให้เพื่อนๆ ด้วย
พอจบตรีเศรษฐศาสตร์แล้ว บือก็ต่อโทสถิติที่ มช. ทำงานเป็นหนุ่มออฟฟิชอยู่พักนึง จึงกลับไปช่วยกิจการที่บ้าน
ปัจจุบันบือแต่งงานกับสาวเทคนิคการแพทย์ มช. รุ่นเดียวกัน และมีลูกชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง
หมู
หมู กูรูด้านฟุตบอล
โย
ตอนรับน้องในห้องเชียร์ พอรุ่นพี่ออกจากห้องไป
โยก็คงยังนั่งก้มหน้านิ่งอยู่อีกนาน เหมือนกำลังรอให้อะไรบางอย่างตกผลึก
นอกจากนี้ โยยังยกรอยถลอกที่กำปั้นขึ้นมาจ้องและนิ่ง
เข้าไปถามโยว่า เจ็บมั๊ย ต้องการยาอะไรหรือเปล่า โยหันมามองช้าๆ และบอกว่า เจ็บแค่นี้เพื่อเพื่อน..เราทนได้..
โยเป็นหนุ่มผิวเข้ม พูดละมุนละไมนุ่มๆ เหมือนตอน ดร.สลัมจีบคุณครูยามาบูกิในการ์ตูนอาราเร่ พอจะนึกออกกันมั๊ย
โยก็เป็นเซียนหมากรุกคนหนึ่ง ทั้งเพื่อนติ และเพื่อนโย เลยต้องมีเรื่องถกเถียงกันลั่นกระดานหมากรุกเสมอๆ
ตอนปี 4 โยสนใจเรื่องการนั่งวิปัสนา กรรมฐาน อย่างลึกซึ้ง เอาจริงเอาจัง
จนบางครั้งโยก็ไม่ค่อยได้มาเข้าห้องเรียน พวกเราเป็นห่วงก็ได้ประยงค์นี่แหละช่วยไปตามหาให้เสมอๆ
เวลาโยไม่ยิ้มโยจะหน้าดุ แต่เวลาได้เห็นรอยยิ้มของโยโลกจะดูสดใส เพราะเป็นยิ้มที่ไม่มีพิษภัย
มีใครคิดถึงรอยยิ้มของโยบ้าง...ยกมือขึ้น...
ณต
ติ
แต่ตอนนี้เรารู้เลยว่า เธอเป็นนักรักสุดประเสริฐ เพราะติมีลูกน้อยให้เพื่อนๆ ก่อนใครในรุ่น
หลานคนโตของรุ่นเรา ก็คงเป็นลูกของติสินะ
ติเป็นนักบาสที่เก่งมากๆ อยู่ในสนามหล่อขันเทพ พอออกจากสนาม ทำไมตูดกับขามันใหญ่ๆวะ
เออ..อีกเรื่อง ถ้าอยู่ในซุ้ม ติมักจะส่งเสียงดังข้างกระดานหมากรุก ท้ารบกะคนโน้นคนนี้ไปทั่ว
ตอนได้ข่าวสึนามิ ก็ยังเป็นห่วงติอยู่ว่าติจะเป็นอย่างไรบ้าง
เพราะติมีกิจการร้านขายของที่ระลึกอยู่ที่หาดป่าตอง
แต่เห็นว่าดียังติดต่อกับติอยู่เรื่อย ก็หวังว่าวันหนึ่งติคงติดต่อพวกเรากลับมา
ส้ม
ส้มอยู่กับเราแค่ปีเดียว
สาว กทม. ขาวสว่างกว่าเพื่อนๆในชั้นปี ใส่ตุ้มหูใหญ่สวยกว่าใครๆ ในรุ่น
โรคประจำตัว คือ จำชื่อคนไม่ได้ อย่าง ทุยกับโบ๋ จำสลับกันอยู่ได้
เหมือนกันตรงไหน คนหนึ่ง ดำ หนา หน้าเป็นขน คนหนึ่งขาว บางหน้าเกลี้ยงเกลา
ตอนรับน้อง จำชื่อนามสกุลของเพื่อนไม่ได้ ก็มั่วๆ ไป
ไอ้ติ ยังกลายเป็น สันติ รุ่งนพคุณศรี ได้เลย เพื่อนเอ๋ย
ส้มซ้อนมอไซค์ไม่เป็น ถึงแม้ว่าจะนุ่งกางเกง ส้มก็จะนั่งตะแคงข้าง เป็นห่วงส้มจัง
และแล้ว ส้มก็ต้องกลับไปเรียนที่ กทม. เพราะที่บ้านอยากให้เรียนบริหารธุรกิจใกล้ๆบ้าน
คิดถึงส้มจัง
เพลิน
เพลิน พูดไทยภาคกลางไม่ได้เลย เพลินอู้เมืองตลอด
ด้วยความที่เพลินเป็นเด็กเชียงใหม่ที่เพื่อนเยอะ จะเจอเพลินเวลาเรียนเท่านั้น แต่เพลินไม่เคยพลาดกิจกรรมของชั้นปีเลย
รับน้องตลอด งาน sock-tie ขึ้นด้อยลงดอย เพลินก็ไปกับเราทุกงาน
เพลินเรียนวิชา GE101 ได้ดี แต่วิชาพื้นฐานได้แก่ Math Eng Thai ไม่เหมาะกับเพลิน
ทำให้เพลินเรียนไม่เข้าใจ เพลินเลยต้องหาอะไรที่เหมาะกับเพลินทำ
ถ้าไม่ต้องเรียนวิชาพื้นฐาน มีแต่ภูมิศาสตร์ล้วนๆ เพลินต้องจบพร้อมๆ กับเราได้แน่
ตอนนี้เพลินไม่ค่อยได้ติดต่อกับเพื่อนๆ แต่เชื่อว่าเพลินคิดถึงเราเพราะว่า เพื่อนๆ GEO35 คิดถึงกันเสมอ
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ดาว
ถึงแม้อายุจะเด็ก แต่ก็ดูเป็นผู้ใหญ่ ทั้งคำพูดคำจาและการวางตัว
ตอนรับน้องจีออ ตอนรุ่นพี่ถามว่าน้องชื่ออะไร ด้วยความที่ดาวตั้งใจมาก เพราะรุ่นพี่มักให้พูดเสียงดังฟังชัด
ดาวตอบแผดเสียงดังว่า... "น้องชื่อ ###! ค่ะ" จากนั้นพวกเพื่อนๆก็ต้องจดลงไปพวกเราส่วนใหญ่จะฟังไม่รู้เรื่อง บางคนมั่นใจบ้างไม่มั่นใจบ้าง แต่ก็จดลงไปในสมุดเชียร์
หลังจากรุ่นพี่ออกห้องว้ากไปแล้ว คนที่ไม่มั่นใจก็สอบถามกันอื้ออึงว่า เพื่อนคนนั้นชื่ออะไร และส่วนใหญ่จะใส่ว่า "แบว"...
แต่พอกลับไปสอบถามเจ้าตัวแล้ว ก็เลยได้คำตอบว่าเธอชื่อ "ดาว"
จากนั้นมาก็เป็นที่ล้อกันในหมู่ 35 ว่าเธอชื่อ แบว ไม่ได้ชื่อดาว ล้อไปล้อมา กลายเป็นเรียกเธอว่า "คำแบว"
ไอ้เรื่องการ"รับน้องต้องเปลี่ยนชื่อ" ไม่ให้ชื่อซ้ำกับรุ่นพี่นี้ ก็ยังเป็นที่ขบขันกันไปรุ่นต่อรุ่น บ้างได้ชื่อดี บ้างได้ชื่อแย่ ก็ต้องก้มหน้ารับกันไป
ตอนพวกผู้ชาย 35 ทำการรับน้อง มีน้องผู้หญิงที่หน้าตาดีคนนึงชื่อซ้ำกับใครก็ไม่ทราบได้
เลยเจอพวกผู้ชาย 35 เปลี่ยนชื่อให้ซะว่า "แบว"
พวกเธอรู้ไหมว่าทำอะไรลงไป...
ตอนนี้น้องเขากลับมาเป็นครูบาอาจารย์ที่ภาคแล้ว ยังดีที่ใครๆ ก็เรียกชื่อเล่นเก่าของเธอ แทนที่ชื่อที่พวกเธอทั้งหลายตั้งให้
หลังจากจบจีออ ไม่แน่ใจว่ายังไง ดาวคงกลับไปดูแลกิจการที่บ้าน
มีอยู่วันนึง เจอดาวที่ร้านหมูกระทะในลำปาง ดาวบอกว่ามาเรียนต่อโทที่ธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง
ดาวได้แต่งงานกับหัวหน้าเก่าของช้าง มีลูกสาว 2 คน 4 ขวบและ 2 ขวบ อยู่บ้านแถวฝั่งธน ทำงานเป็นเหมือนกับใส และโอ้ คล้ายๆ 7/11 ของลูกๆ และคุณสามี


วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
"รูปเล่มด้านใน"
พยายามเอาส่วนที่อยากให้มี ไม่ว่าจะเป็น
ตัวหนังสือแบบล้านนา
หรือ โทนสี น้ำตาล : พื้นดิน
ฟ้า : ฝน น้ำฟ้า และสีคณะสังคม
เขียว : ป่าไม้ ภูเขา
เลยออกมาประมาณนี้ อาจจะไม่ถูกใจหลายๆ คนก้อติๆมา ละกัน
พอดีว่า เป็นเล่มเปิดตัว ขอสวยๆ ไว้ก่อนนะ เลยต้องช่วยกันติ ช่วยกันชม และขอความเห็นเพื่อนๆต่อกันอีกหน่อย
ตอนนี้แก้ไขแบบที่ทรอสบอกแล้ว แต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว Update ให้ดูนะ
ชิง ยอดหญิงแห่ง35
ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ รับน้อง เชียร์กีฬา เฟรชชี่ไนท์ บายเนียร์ โฮมคัมมิ่งเดย์ หรือว่างานบันเทิงต่างๆ ชิงก็มักจะอาสามาช่วยอยู่เสมอ
นอกจากนี้แล้ว ชิงยังเป็นที่พึ่งในเรื่องของการเงินและที่พักอาศัยและอีกหลายอย่าง
ข้างล่างเป็นข้อความที่เพื่อนๆ ส่วนหนึ่งแสดงความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อชิง
Kung: "ชิงเป็นนักบัญชีของ 35" เป็นธนาคารพร้อมตู้เอทีเอ็มและเจ้าแม่เงินกู้ในคนเดียวกัน ที่ไหนมีงานที่นั่นมีชิง
ตอนงานเลี้ยงบายเนียร์ ชิงใจดีเอารถมารับเพื่อนไปงานที่โรงแรม
รถอะไรวะที่มันเป็นกะบะคันเล็กอ่ะ อัดไปกี่คน นึกดิ มีกุ้ง กุ้ย เจ๋ง น้ำ กะชิงอีกคน ใช่ป่าววะ
จำได้ว่ามันแน่นยิ่งกว่าปลากระป๋อง แต่ก็ไปกันได้"
Tod: "จำได้แค่ character เป็นหญิงสิงห์เวสป้า กลับบ้านแล้วอุตส่าห์ซิ่งเวสป้า มาซุ้มตอนเย็นๆ อีก (อันนี้ประจำ) มิรู้วัตถุประสงค์ she ได้ อิอิ
ส่วนเรื่องเที่ยวกลางคืน เรียกได้ว่าเป็นยอดหญิงอีกคน ชวนเมื่อไรก็เตรียมพร้อมซ้อม step เสมอ เป็นผู้หญิงสองภาค (กลางวัน/กลางคืน)
การดื่มก็สู้สุดใจ อาจแพ้เจ๋งและน้ำ ส่วนกุ้งตัดไปเพราะเน้น Dance ไม่เน้น Drink ซึ่งผิดกับช้าง ดิน ที่ไม่ Dance ไม่ Drink แต่ Order
เมื่อชิงโตเป็นสาว เปลี่ยนจากเวสป้ามาขับรถกระบะ Mazda และ fade ตัวเองออกไปสังสรรค์อย่างมีสุขกับน้องๆ 36
ส่วนเรื่องเรียนจำได้ว่า ชิงเป็นผู้นำชื่อเสียงมาสู่ภาควิชาฯ ตอน mid term ด้วยการ top วิชา Math (จำเลขรหัสไม่ได้) รู้สึกจะได้คะแนนเต็ม ตอนนั้นเราเรียนกับ Acc-Ba
ชิงกลายเป็นคนติวเลข (ฉันก็เป็นลูกศิษย์คนหนึ่ง) ส่วนเรื่องเรียนอื่นๆไม่รู้เพราะย้ายคณะฯ
และชิงก็จะนำของจากบ้านมาใช้ในกิจกรรมภาคฯประจำ (อันนี้ไม่แน่ใจ แต่รู้สึกคุ้น) นอกจากนี้บ้านชิงอีกที่ ยังเป็นที่พักของเพื่อนๆตกยากตอน summer (ไม่รู้กี่คน จำไม่ได้ว่าใครบ้าง) ซึ่งฉันก็จะแวะเวียนไปบ้าง"
Oh: "ที่รู้ๆ คือตามที่บอกที่ไปมั่วสุมที่บ้านชิง แม่ชิงมาเจอโคตรสงสารชิงว่ะตัวเหลือแค่มด จำได้ว่าตอนซัมเมอร์โอ้ไห (ปลาร้า) หักก็ได้บ้านชิงนี้แหละเป็นที่พักพิง...ชิงจะเป็นอะไรที่เท่มากเพราะเธอเล่นซิ่ง (เวสป้า) สปาต้าไปทุกที่เลยเลยทำให้เราได้หัดขี่บ้าง"
Bomb: "เรื่อง บ้านชิงที่สันติธรรม เราก็ไปแหมะอยู่ช่วง อ่านหนังสือ Ent ใหม่ ชิงเป็นคนดีจริงๆ เพื่อนเรื่องมากมากันดึกๆ ก็ไม่ว่า จำได้ว่าดูทีวีเก่าบ้านชิงลุ้นผลเอ็น รู้สึกว่า Ent กันหลายคนเหมือนกัน"
............
จะเห็นว่า ถึงแม้ว่าชิงจะมีไลฟสไตล์แบบจีออ แต่จริงๆ แล้วชิงย้ายไป Acc-BA และจบโทบริหารที่มช.
ปัจจุบันชิงทำงานแบงค์ในตัวเมืองเชียงใหม่
ชิงแต่งงานแล้วและมีลูกชาย 1 คน
ปู
จอห์น
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
"Vote" เลือกปก "ทำเนียบรุ่น"
แบบที่ 1 ได้ 3 คะแนน จาก แมท ดิว พ้ง
แบบที่ 2 ได้ 4 คะแนน จาก หนุ่ม บอม เจ๋ง บือ
แบบที่ 3 ได้ 7 คะแนน จาก ตั๋ม น้ำ โอ้ ดี กุ้ง ดิน เชษฐ์
ดังนั้นพวกเราจะใช้แบบที่ 3 ในการทำเนียบรุ่น
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ
แบบที่ 3
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันที่ 26 พ.ย.วันเกิด Ajan Math
กุ้ย

ถึงแม้ใครๆ จะเรียกเธอว่า "เด็กหนวด" เธอก็ไม่เคยโกรธ
กุ้ยเป็นคนที่มักจะมีอะไรติดไม้ติดมือมาฝากเพื่อนๆ ร่วมรุ่นเสมอ และมักจะจำวันเกิดเพื่อนๆ ได้ (สงสัยแอบจดไว้)
เวลาที่นึกถึงกุ้ย ก็มักจะนึกถึง "อาหาร" เพราะเวลาพวกเราจีออมีงานอีเว้นท์อะไร กุ้ยก็มักจะเป็นผู้จัดการเรื่องอาหาร
เวลาที่ไปเดินดอยที่ไหน พวกเรามักจะเห็นชมรมแม่บ้านทหารบกคือ กุ้ย ชิง เจ๋ง เป็นแม่งานทำอาหารอร่อยๆ ให้พวกเราเสมอๆ
จนบางครั้ง เวลาเห็นโลโก้ปลากระป๋องตรา 3 แม่ครัว ก็มักจะนึกถึง 3 คนนี้
***********
แม้ว่ากุ้ยจะย้ายไปเรียนเศรษฐศาสตร์ที่มช.แล้ว ช่วงปี 2 ปี 3 กุ้ยก็ยังมาช่วยงานจีอออยู่เสมอๆ
กุ้ยไปเป็นสาวแบงค์ และเรียนต่อโทบริหารที่ ม.พายัพ
ตำแหน่งหน้าที่ปัจจุบันของกุ้ย คือรองผู้จัดการธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งแถวๆ แยกสนามบินเชียงใหม่ และดูแลในส่วนของสินเชื่ออยู่
***************
กุ้ยได้เจอกับน้ำโดยบังเอิญที่เซ็นทรัลแอร์พอร์ทตอนต้นปีที่ผ่านมา
กุ้ยได้โชว์รูปลูกชายที่อยู่ในมือถือให้น้ำดู แต่มันเล็กเกินไปดูไม่จุใจก็เลยมีการแลกอีเมล์กัน
น้ำตั้งหน้าตั้งตารอให้กุ้ยส่งรูปลูกชายมาให้ดูมาก เพราะอยากจะรู้ว่า เพื่อนเราสองคนบวกกันแล้วมีลูกจะหน้าตาเป็นอย่างไร
มันจะเหมือนกับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัดแต่งเอารูปสองคนมาบวกกันหรือเปล่า
พอน้ำกลับมาอเมริกาแล้ว กุ้ยส่งรูปลูกชายมาให้น้ำดู หน้าตาน่ารักมากจนอยากแบ่งปันให้เพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ ดู
นอกจากนี้ นอกจากกุ้ยแล้ว เราก็ยังมีความอยากรู้ว่า
แล้วเพื่อนคนอื่นๆ ล่ะ หลังจากที่ไม่เจอกัน 10 กว่าปี เป็นอย่างไรกันบ้าง แต่งงานหรือยัง มีลูกหรือยัง
จากนั้น อีเมล์ก็ถูกส่งต่อหาเพื่อนกันไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจากการส่งรูปลูกชายกุ้ยกับโหน่ง
หลังจากที่คุยกันไป-มาและสืบถามคนโน้นคนนี้ จากเพื่อนที่เคยติดต่อกันเองบ้าง เสิร์ชจากกูเกิ้ลบ้าง เจอกันที่เวบสมาคมศิษย์เก่าบ้าง
คุยกันเป็นสิบ เป็นร้อยอีเมล์ ในที่สุด...เราก็ได้รวบรวมเพื่อนร่วมรุ่นมาได้เกือบครบ จนเกิดเป็นเวบรุ่นอันนี้ขึ้นมา
โหน่ง
เห็นหน้า"โหน่ง"แล้วนึกถึงไอ้ส้ม (แทนที่จะนึกถึงกุ้ย)
จำได้ว่า ตอนรับน้อง ส้ม มักจะถูกรุ่นพี่เรียกให้ไปขานชื่อเพื่อนอยู่เสมอ
ส้มบอกว่า หนุ่มกับโหน่ง ชื่อคล้ายกัน ความสูงพอๆ กัน มีขึ้แมลงวันบนหน้าคล้ายๆ กัน เพียงแต่หล่อกันไปคนละแบบ
เวลาเห็นหน้า โหน่งหรือหนุ่ม ส้มก็จะนิ่งหยุดคิดอยู่นาน ว่าไอ้คนนี้มันชื่ออะไร แต่สุดท้ายก็บอกผิด และพวกเราก็โดนซ่อมน้องกันทุกที
แต่ในช่วงเทอม 2 รู้สึกว่า...ส้มจะสามารถแยกแยะสองคนนี้ได้อย่างง่ายดายเพราะเธอมีหนึ่งในนี้เป็น"เพื่อนสนิท"
---------
โหน่งชอบการ Sketch ภาพ เพราะมักเห็นโหน่งนั่ง Drawing สิ่งต่างๆ อยู่บ่อยๆ เลยคิดว่าโหน่งน่าจะไปเรียนถาปัตย์มากกว่าเรียนจีออ
------------
เกือบตลอด 4 ปีที่เรียนด้วยกันมา ไม่เคยเห็นโหน่งมีแฟน หรือปิ๊งสาวคนไหน
ภายหลัง โหน่งกับกุ้ย เป็นแฟนกันได้อย่างไร ไปจีบกันตอนไหน หลายๆ คนก็ยังไม่ทราบ
-----------------
จำครั้งที่เราไปปาร์ตี้ แคมปิ้ง ริมน้ำปิงกันที่บ้านโหน่งได้มะ
ตอนเช้า โหน่งอาสาขับรถมาส่งน้ำกับกุ้ยที่ซุ้ม เพื่อกลับมาเอามอไซด์และแยกย้ายกันกลับบ้าน
เรา 3 คน นั่งมาในรถมีน้ำนั่งตรงกลาง โหน่งเป็นคนขับ กุ้ยนั่งอยู่อีกข้างนึง
โหน่งกับกุ้ย รุมถามเรื่องของน้ำ คุยแต่เรื่องของน้ำ แต่น้ำก็รู้สึกว่ามีเคมีอะไรบางอย่างส่งข้ามจากโหน่งไปหากุ้ยตลอดเวลา
----------
กว่าพวกเราจะรู้ว่าโหน่งกับกุ้ยเป็นแฟนกัน ก็ตอนที่พวกเราเรียนจบกันไปหมดแล้ว
โหน่งไปเรียนต่อโทถาปัตย์ผังเมืองที่จุฬาฯ ส่วนกุ้ยก็ไปเป็นสาวแบงก์อยู่แถวสันป่าข่อย
แว่วๆมาว่า รักของสองคนนี้ เป็นแบบ "รักแท้ไม่แพ้ระยะทาง" กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และเชียงใหม่-กรุงเทพฯ
ต่อมาภายหลัง โหน่งกะกุ้ยแต่งงานกันจนมีลูกชายตัวน้อย 1 คนแล้ว แต่โหน่งก็ยังคงเดินทางอยู่
------
ปัจจุบันโหน่งทำงานเป็นหัวหน้างานผังเมืองและยังคงเดินทางไปๆ มาๆ เชียงใหม่-ลำปาง และลำปาง-เชียงใหม่
โหน่งบอกว่า ช่วงนี้กำลังเบอร์ห้า บ้าเห่อลูกชายมาก...
ศล
ศล เธอจะรู้มั๊ยนะว่า...ตอนที่มีการเล่นเกมส์รับน้องแบบเด็กๆของคณะ เรานั่งข้างกันและจับมือกัน
เคยถามเธอว่าชื่อ "ศล" มาจากอะไร สนธยา ต้นสน หรือว่า สับสน
เธอบอกว่า ชื่อเธอมาจากคำว่า"โกศล" ซึ่งก็คือ ต้นโกศล ยังไงล่ะ
แล้วเป็นอันบังเอิญว่า เพื่อนร่วมรุ่นคนนั้น กับศล ก็เรียนเมเจอร์ภูมิศาสตร์เหมือนกัน เธอคนนั้นก็คิดว่าคงได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากขึ้น
.............
เมื่อวันเวลาผันผ่านไป... ศลเริ่มทำตัวแปลกแยกมากขึ้น
ตอนพักกลางวัน หรือตอนเย็น ศลชอบมานั่งเด่นตรงบันไดหน้าภาค ในขณะที่คนอื่นๆ เขานั่งคุยกันที่ซุ้ม
ศลมักจะนั่งนิ่งๆ เฉยๆ สายตามองตรงไปข้างหน้า ไม่มีการลอกแลกเหลียวมองสาวใดๆ เหมือนคนอื่น
ศลกะว่า วิธีนี้ เป็นการนั่งให้สาวๆ ที่ผ่านไปมามองศล แทนที่ศลจะเป็นคนมองสาวๆ
เมื่อเป็นดังนั้น เพื่อนร่วมรุ่นคนนั้นจึงคิดขอถอนตัว เพราะคิดว่าตัวเองดีไม่พอสำหรับศล
ประกอบกับ ตอนนั้นมีเพื่อนร่วมรุ่นอีกคนที่เป็น "ดาวมหาลัยฯ" ชอบศลอยู่ (คนข้างล่าง) เธอจึงหลีกทางให้ และหันไปสร้างตำนานรักข้ามรุ่นแทน
.....................
หลังจากจบจีออ ศลไปทำงานอยู่แถวตึกพญาไทที่กรุงเทพฯ
............
ปัจจุบันนี้ ศลทำงานเกี่ยวกับการทำสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ในส่วนงานสำรวจแนวตั้งเสาที่ประเทศ Lao
ศลคงได้ใช้ความรู้ภูมิศาสตร์ GIS, GPS, RS และทักษะการออกฟิลด์อย่างเต็มที่
..............
ศลยังคงเป็นแฟน Liverpool อยู่ไม่เปลี่ยน แถมยังเอาจานทรูไปดูบอลที่นู่นด้วย
แต่ช่วงนี้ศลไม่ค่อยสบาย มีหลายโรคเรื้อรังมารุมเร้า ก็ขอให้ "เพื่อนศล" ดูแลสุขภาพให้ดีๆ ห่มผ้าให้อุ่นๆ ก่อนนอน....
รักนะ.... จาก....เพื่อนร่วมรุ่นคนนั้น
ดิ่ง
ถ้าเรามองไปที่ดิ่งก็จะเห็นดิ่งก้มหน้า พร้อมกับมือที่จดๆๆๆๆ อย่างว่องไว
ยิ่งช่วงเวลาใกล้สอบ ดิ่งจะไม่ยอมไปไหน จะอยู่หอและหมกตัวอ่านหนังสืออยู่คนเดียว
แต่ช่วงเวลาไหนที่ไปเที่ยวได้ ดิ่งก็ไปไม่เคยปฏิเสธการชวน
********
สมัยก่อน ตอนที่ยังไม่มีมือถือใช้เหมือนสมัยนี้
เวลาจะนัดกันไปเที่ยวกลางคืนที่ไหน เรามักจะเขียนข้อความฝากไว้บนบอร์ดที่ซุ้ม
พอตกเย็น ทรอสก็จะขับรถตระเวนไปรับเพื่อนๆ ตามหอ
แต่พอไปถึงหอดิ่ง ห้องดิ่งอยู่ชั้น2ใกล้ที่จอดรถ เราก็จะจอดรถตะโกนเรียกดิ่งว่าได้เวลาไปกันแล้ว
ดิ่งมักจะวิ่งออกมาที่ระเบียงแล้วตะโกนลงมาว่า "ให้รอก่อน เพราะยังเขียนคิ้วได้ข้างเดียวอยู่เลย"
เมื่อก่อนเราก็เคยรอ แต่มันนานมาก กว่าดิ่งจะเขียนคิ้วให้เสร็จอีกข้าง
หลังๆ พวกเราเลยใช้วิธี มารับดิ่งเป็นคนสุดท้าย หรือไม่ก็รีบไปจองโต๊ะที่กังฯ (กังสดาล รร.อโนดาด) ก่อนแล้วให้ดิ่งตามมาเอง
พอพวกเราดริ้งก์กันได้ที่และกำลังจะเริ่มออกสเตป ดิ่งถึงจะโผล่มาพร้อมกับหน้าขาวๆ ของดิ่ง
นอกจากนี้...เวลาพวกเราไปดริงก์กันที่ไหน ดิ่งมักจะบอกว่า "แกดูสิ...ทำไมผู้ชายโต๊ะข้างๆ มันชอบมองชั้น...."
*******
พอจบจีออ ดิ่งก็ไปเป็นข้าราชการอยู่ที่ กทม. อยู่หลายปี จนได้ตำแหน่งซีสูงแล้วก็ย้ายกลับบ้าน
ตอนนี้พวกเราก็พยายามติดต่อดิ่ง แต่ดิ่งไม่ค่อยติดต่อพวกเรากลับมา
พวกเราคิดว่า ตอนนี้ดิ่งกำลังมีความสุขกับชีวิตเรียบง่ายที่บ้านเกิด
ตกเย็นก็คงไปนั่งชิลๆ ที่ร้านอาหารริมแม่น้ำน่าน นั่งจิบไป หันไปแลหนุ่มโต๊ะข้างๆ เอียงหน้ายิ้มให้เขาพร้อมๆ กับชูแก้วเหล้าเป็นการทักทาย........






















